อาหารเช้า สำคัญมากนะครับ ++++

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงเติมพลังงานให้ร่างกายและสมองให้พร้อมที่จะทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพตลอดวัน อาหารเช้ายังป้องกันโรคเบาหวาน หัวใจและโรคอ้วนได้อีก

อาหารเช้าลดน้ำหนัก

ใครที่ลดน้ำหนักอยู่ และคิดว่าการงดอาหารเช้าจะช่วยให้ผอมได้ คุณกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม การงดอาหารเช้าทำให้ร่างกายลดระบบเผาผลาญลง สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า นิวโรเพปไทด์ วาย (neuropeptide Y) ซึ่งจะส่งสัญญาณให้คุณกินโดยไม่รู้ตัว มีภาวะที่เรียกว่า ” อาการกินกลางคืน ” (night eating syndrome) คือเมื่อเริ่มกินมื้อกลางวันแล้ว คุณจะหยุดไม่ได้จนกระทั่งเข้านอน

คนที่งดอาหารเช้ามักกินจุบจิบและเลือกอาหารที่กินสะดวก ซึ่งอาจมีไขมัน น้ำตาลและแคลอรีสูง นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดยืนยันว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายที่กินอาหารเช้าทุกวันจะอ้วนยากกว่าคนที่งดอาหารเช้า นอกจากนี้ นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์แมทสาชูเสทยังพบว่า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะอ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำถึง 450% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ กลุ่มผู้หญิงที่กินอาหารเช้าที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออื่นๆ จะลดน้ำหนักลงได้ดีกว่า และ 78% ของคนที่ลดความอ้วนแล้วสามารถประคับประคองน้ำหนักให้คงที่ได้ เป็นพวกที่กินอาหารเช้าทุกวัน ทำไมการกินอาหารเช้าทำให้น้ำหนักลดได้ ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รู้แต่เพียงว่า อาหารเช้าช่วยให้หิวน้อยตลอดวัน อย่างไรก็ตามคุณภาพและปริมาณอาหารเช้ามีความสำคัญ ควรจัดให้มีความสมดุลของสารอาหาร และเพื่อลดน้ำหนักจะต้องไม่กินมากเกินไป

อาหารเช้าลดโรค

การกินอาหารเช้าช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย จากผลการวิจัยคนที่กินธัญพืชไม่ขัดสีทุกวันเป็นอาหารเช้ามานานกว่า 5 ปี จะมีอายุยืนขึ้น เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต ส่งเสริมให้ร่างกายใช้กลูโคสและฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น ธัญพืชที่มีโปรตีนถั่วเหลืองผสมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้น เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดได้ ส่วนอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดโฟลิค วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 จะช่วยลดสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด

อาหารเช้าเพิ่มพลังสมอง

ระหว่างที่นอนหลับร่างกายเรายังคงใช้พลังงานตามปกติ พลังงานเหล่านั้นมาจากกลูโคสที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ กว่าจะถึงเช้ากลูโคสมากกว่าครึ่งจะถูกใช้ไป ร่างกายจึงต้องการเติมพลังงาน ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวเริ่มขับเคลื่อนพลังงานให้กับร่างกาย ได้ดีที่สุด

สมองของคนเราก็ใช้กลูโคสเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน แต่สมองไม่สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนที่เหลือได้เหมือนกับการที่ร่างกายสะสม พลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว หากงดอาหารเช้า คุณอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะมีพลังงานสำรองจากการพักผ่อน แต่พอใช้หมดไปร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเครียด และแม้ว่าจะกินชดเชยในมื้อเที่ยง ก็สายเกินไป เพราะเวลาที่ร่างกายต้องการพลังงานส่วนนั้นได้ผ่านไปแล้ว

กินอะไรดีที่สุดสำหรับสมอง  

นักวิจัยได้ลองให้ชาย – หญิง 22 คน อายุ 60-70 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ โปรตีนล้วน ไขมันล้วน เครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดให้พลังงานช่วยให้การทำข้อสอบเกี่ยวกับความจำระยะสั้นดีขึ้น แต่ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตทำได้ดีที่สุด ในการทบทวนความจำหลังจากดื่มไป 1 ชั่วโมง ชี้ให้เห็นว่าคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง

เมื่องดอาหารเช้า เราจะไม่ได้สารอาหารสำคัญที่ช่วยความจำตลอดวัน แม้แต่การขาดสารอาหารเพียงเล็กน้อย ประเภทกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ก็จะลดความจำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น คนสูงอายุจะดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเสริมกรดโฟลิค ซึ่งมีมากในธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียวจัด ถั่ว น้ำส้มคั้น ฯลฯ

อาหารเช้าที่ควรใส่ใจ

ถ้าต้องการให้ร่างกายได้ประโยชน์จากอาหารเช้ามากขึ้น ควรพิจารณาเลือกชนิดอาหารที่มีองค์ประกอบดังนี้

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ดีที่สุดสำหรับอาหารเช้า เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม แนะนำให้เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้
  • โปรตีน อาหารทะเลให้กรดอะมิโน เพื่อผลิตสารสื่อข่าวสมอง ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบีและโคลีนช่วยการทำงานเกี่ยวกับความจำ แม้ไข่มีคอเลสเทอรอลสูง แต่ไข่วันละฟองในมื้ออาหารที่สมดุลนั้น ข้อมูลการวิจัยเปิดเผยว่าไม่เป็นผลเสีย
  • อาหารแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือธัญพืชเสริมแคลเซียม น้ำส้มเสริมแคลเซียม ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในร่างกาย

โภชนาการกับการรักษามะเร็ง


ออกกำลังกาย ฮูลาฮูป มาเหวี่ยงเอวลดพุงกันเถอะ

เรียกว่า “ฮิต” แบบเว่อร์ๆ เมื่อกระแสฮูลาฮูปฟีเว่อร์แพร่กระจายไปอย่างกับไฟลามทุ่งตอนนี้ไปไหน ก็เลยเห็นทุกเพศทุกวัยเหวี่ยงเอวแบบไม่หยุดจนพุงยุบไปตามๆ กัน ของเขาแรงจริงๆ นะเอ้า! เพราะใครไม่ฟิตแอนด์เฟิร์มด้วยฮูลาฮูปตอนนี้เข้าขั้นเชยมั่กๆ

การเล่นฮูลาฮูป นั้นเป็นการเอ็กเซอร์ไซส์ใกล้เคียงกับการออกกำลังกายแบบไอ โซเมตริก (Isometric Exercise or Static Exercise) มากที่สุด ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายแบบมีการหดตัวของกล้ามเนื้อชนิดที่ความยาว ของกล้ามเนื้อคงที่ แต่มีการเกร็งหรือตึงตัว (Tension) ของกล้ามเนื้อเพื่อต้านกับแรงต้านทาน ดังนั้น เมื่อมีการออกกำลังกาย อวัยวะต่างๆ จึงไม่มีการเคลื่อนไหวแต่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อในลักษณะออกแรงเต็มที่ใน ระยะสั้นๆ

จากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายแบบนี้หากทำบ่อยๆ เป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น แต่มีผลน้อยมากในการเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจหรือระบบไหลเวียนเลือด การออกกำลังกายแบบนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาหรือสถานที่สำหรับออกกำลังกายด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะเป็นการออกกำลังที่ใช้เวลาน้อย และสามารถเล่นได้เกือบทุกสถานที่นอกจากนั้น ยังเหมาะสำหรับนักกีฬาที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บ เพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะบางส่วนได้เต็มที่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคความดันเลือดสูง ไม่ควรออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ เพราะเมื่อมีการเกร็งกล้ามเนื้อจะทำให้หัวใจทำงานเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการเพิ่มของความดันเลือดเกือบทันทีจึงอาจเป็นอันตรายในขั้นที่รุนแรงได้ นอกจากนี้ คนที่มีปัญหาที่กระดูกสันหลังช่วงล่าง (บริเวณเอว) และข้อเข่า ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

เอ้า ! ไปดูวิธีการเล่นฮูลาฮูปให้ได้ผลดีที่สุดเขาทำอย่างไรกัน

1. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนและหลังการฝึกทุกครั้ง

2. ยืนแยกเท้าประมาณช่วงไหล่เพื่อให้ขาทั้งสองข้างรับน้ำหนักเท่าๆ กัน และเป็นการป้องกันการบาดเจ็บที่เข่า

3. นำห่วงมาคล้องลำตัวให้อยู่ระดับเอว

4. มือทั้งสองข้างจับที่ห่วงในตำแหน่งใกล้ลำตัวพยายามถือห่วงให้ขนานกับพื้น จะช่วยให้เวลาเหวี่ยงทำได้ง่ายขึ้น

5. ถ้าถนัดมือขวา ให้ออกแรงเหวี่ยงจากมือและไหล่ขวาไปทางด้านซ้าย ให้ห่วงขนานกับพื้น โดยยังไม่หมุนเอว เหวี่ยงจนห่วงสามารถเลี้ยงอยู่ที่เอวได้มากขึ้นจึงส่ายเอว มารับห่วง แต่ต้องระวังไม่ส่ายเป็นวงกว้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อต่อบริเวณเอวได้ ควรควบคุมการส่ายด้วยการเกร็งรอบเอวไปด้วย

6. ในการเล่นฮูลาฮูปแต่ละครั้ง ความหนักความนาน และความถี่ของการเล่น ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุ เพศ รวมถึงโรคประจำตัวที่อาจมีผลต่อการเล่นของแต่ละคน จึงควรเริ่มฝึกจากใช้ฮูลาฮูปที่มีน้ำหนักเบาๆ ก่อนเวลาหรือจำนวนรอบที่หมุนน้อยและควรให้ร่างกายได้พัก อาจฝึกวันเว้นวัน เมื่อร่างกายมีความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มเวลาหรือจำนวน รอบในการหมุน แล้วจึงเพิ่มน้ำหนักของฮูลาฮูปที่ใช้

7. ความหนักของการฝึกฮูลาฮูปยังสามารถเพิ่มได้จากความเร็วในการหมุน โดยในการฝึกแต่ละครั้งควรเริ่มฝึกด้วยความเร็วในการหมุนห่วงน้อยๆ ก่อนหรือใช้เพลงประกอบที่มีจังหวะไม่เร็วมาก ฝึกวันเว้นวัน เมื่อร่างกายมีความแข็งแรงอดทนของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการหมุนห่วงหรือใช้เพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้น หากอาการปวด เจ็บที่เกิดขึ้น เกิดที่กระดูกสันหลังบริเวณเอว ควรงดการเล่นฮูลาฮูปเด็ดขาด แล้วไปพบคุณหมอ

เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับคนที่ไม่เคยคิดออกกำลังกาย แต่ควรหาวิธีการออกกำลังกายแบบอื่นร่วมด้วยเพราะการออกกำลังกายอย่างเดียวคง ไม่ให้ผลดีต่อสมรรถภาพร่างกายได้ทั้งหมด ควรใช้วิธีที่หลากหลายจะได้ประโยชน์คุ้มค่า ถ้าทำได้อย่างนี้รับรองนอกจากจะไม่ตกเทรนด์ ยังจะมีสุขภาพดีเป็นของแถม เอ้า ! ฟิต แอนด์ เฟิร์ม

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
รายการพี่วู้ดดี้ครับ

สอนวิธีเต้นฮูล่าฮูปอยากถูกต้อง


กิน” วิตามินซี ”เสริมดีหรือไม่

ตอน เด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้

ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย

ถาม ว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้

โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน

สำหรับ ความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง

อาหาร ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย

นอก จากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี

กลุ่ม คนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล

กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่? นพ.กฤษ ดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย

ส่วน อาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม

อย่าง ไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คลิปส่งท้ายครับ เรื่อง วิตามิน ซี กับ ผิว ที่ ผ่องใสๆๆๆ นะครับ ขอบคุณเจ้าของคลิปนะครับ คุณปูเป้


ผลวิจัยใหม่ !! ยันการดื่มกาแฟไม่มีผลต่อความดันโลหิตสูง

สวัสดีครับ ผม เอง ก็เป็น คนนึงที่รักการดื่มกาแฟ อย่างมากครับ แบบว่า ต้อง ดื่มทุกวันครับ แต่ วันนี้ ได้ยินว่า กาแฟ มีผล ต่อเรื่องของความดันเลือดด้วย ซึ่งก็มีผล งานวิจัยล่าสุดออกมาแล้วครับ ข่าวดีสำหรับผู้ต้องการคาเฟอินทุกวัน การดื่มกาแฟวันละถ้วยต่อวันไม่ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์บ้างคนให้คำแนะนำว่าการดื่มกาแฟจะมีผลต่อความดันโลหิตซึ่ง จะเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดในสมองอุตันที่ทำให้ให้อายุขั้ยสั้น ลง

แต่ผลรายงานของอเมริกาที่มีอย่างกว้างขว้างแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ดื่มกาแฟทุกวันไม่เลวร้ายกว่าผู้ที่ดื่มกาแฟไม่บ่อย

นักวิจัยรวบรวมการศึกษาค้นคว้าจาก 6 การศึกษา ครอบคลุม 170,000 คน ในคำถามเกี่ยวกับปริมาณการดื่มกาแฟในแต่ละวันของแต่ละคนต่อจากนั้ก็ติดดตาม กลุ่มศึกษาไปอีก 33 ปี

สอดคล้องกับผลวิเคราะห์ในวารสารคลินิคโภชนาการอเมริกา ประมาณหนึ่งในห้าความดันโลหิตสูงที่จะเปลี่ยนแปลง พบว่าความดันโลหิตของผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า 5 ถ้วยต่อวันเทียบกับผู้ที่ดื่มน้อยมากไม่ต่างกัน

แต่หนึ่งในทีมวิจัย ลีอิว ฉิน จากมหาวิทยาลัยหลุยเซียน่า กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟและความดันโลหิตสูงมีความซับซ้อนซึ่งเป็นไป ได้ว่ามันจะไม่ส่งผลแบบเดียวกันทุกคน
ผู้ที่มีภูมิหลังของพันธุ์กรรมที่แตกต่างกันมีปฏิกิริยาตอบสนองกับ กาแฟที่แตกต่างกันเช่นกัน สำหรับบ้างคนอาจปลอดภัยสำหรับกาแฟ แต่ไม่สำหรับทุกคน

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความดันโลหิต ลอเรนซ์ คราคอฟ จากศูนย์การแพทย์เม้าท์ซีไนกล่าวว่า “ผมไม่คิดว่ากาแฟจะเป็นปัจจัยความเสี่ยงความดันโลหิตสูง”

อย่างไรก็ตาม หากดื่มอย่างตะกะตะกลาม เช่นดื่มวันละ 12 แก้วต่อวันมันก็จะทำให้นอนไม่หลับ  ผมยอมรับว่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ


การควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี แบบไม่โทรม นะคับ

ข้อแนะนำเรื่องการดูแลรูปร่าง และวิธีการควบคุมน้ำหนัก จาก พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน (Woman Plus)

สวัสดีครับ เพื่อนทุกคน เป็นอย่างไรกันบ้างครับช่วงนี้ สบายดีกันหรือเปล่า สุขภาพ ยังใช้งานกันดีหรือเปล่าครับ ส่วนผม สบายดีมากครับ วันนี้ เป็นโพสที่สองแล้ว เย้ๆๆ หลังจากที่ เงียบไปพักนึง ช่วงนี้ ผม รู้สึกว่าน้ำหนักขึ้นอะครับ ขึ้นเร็วด้วย เลยว่าอยากจะลดสักหน่อย ทีแรกก็เล็งไปที่ยาลดน้ำหนักครับ แต่ ไม่ไหวแน่ๆ สงสารตับสงสารไตครับ เลยลองมาดูว่า น่าจะมีวิธีที่เราลดได้เองด้วยตัวเอง นะครับ แบบไม่ถล่มสุขภาพเราด้วยครับ คือแบบว่า ลดน้ำหนักแล้วแบบร่างกายยังดูดี ตาไม่โหล ไม่โทรม ดูดีมีสุขภาพผ่องใสอะไรประมาณนี้ครับ และที่สำคัญประหยัดด้วย อิอิ มีหลายวิธีครับ เพื่อนๆ สามารถนำไปใช้กันได้ครับ และผมก็จะเริ่มไปพร้อมๆ กัน ดีมั๊ยครับ

   พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging ประจำ S Medical Spa จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณสาว ๆ WP ที่มีปัญหาสงสัยในเรื่องของการดูแลรูปร่าง และวิธีการควบคุมน้ำหนัก ว่าทำอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

Q : การงดกินอาหารหลัง 6 โมงเย็น เป็นการไดเอตได้จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด

A : การไม่รับประทานมื้อเย็น หรืออดอาหารหลัง 6 โมงเย็นนั้น มักช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้เร็วทันใจ เพราะหลังจากมื้อสุดท้ายก่อน 6 โมงเย็น ร่างกายยังมีการเคลื่อนไหวเกิดการเผาผลาญพลังงานอย่างต่อเนื่องไปอีกอย่าง น้อย ๆ 4 ชั่วโมงก่อนที่คุณจะเข้านอน ทำให้มีพลังงานตกค้างหลงเหลือในร่างกายคุณน้อยลง คุณจึงสามารถเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไปได้ดียิ่งขึ้น ดีกว่าไปรับประทานเอามื้อดึก ซึ่งกินอิ่มแล้วก็เข้านอนไม่เกิดการเผาผลาญ จึงมีพลังงานเหลือเก็บสะสมไว้ ทำให้คุณลดน้ำหนักได้ยาก

Q : การดื่มน้ำเยอะ ๆ  ก่อนรับประทานอาหารจะช่วยให้อิ่มเร็วได้จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด

A : เป็นคำแนะนำมาแต่ช้านานว่า ก่อนกินอาหารนั้นควรดื่มน้ำแก้วใหญ่ 1-2 แก้ว เพราะว่าน้ำจะช่วยเข้าไปแทนที่อาหารกว่าครึ่งกระเพาะ คุณจึงรับประทานอาหารมื้อนั้นได้น้อยลง นอกจากนี้น้ำยังไปเจือจางความเป็นกรดของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร จึงลดความอยากอาหารไปด้วย หากคุณสามารถลดปริมาณการบริโภคให้น้อยลงได้ คุณก็สามารถลดน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น

Q : ระหว่างการรับประทานอาหาร 3 มื้อใหญ่ ๆ กับการรับประทานอาหาร 5 ย่อย ๆ วิธีใดสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่ากัน เพราะเหตุใด

A : การแบ่งอาหารเป็น 5 มื้อย่อย ๆ คือการรับประทานทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง จะสามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า เนื่องจากการรับประทานอาหารทุก 3-4 ชั่วโมงนั้น จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในร่างกายคงที่ คุณจึงไม่ค่อยหิว และมีผลให้ระดับอินซูลินค่อนข้างคงที่อีกด้วย จึงลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน แต่มื้อย่อย ๆ นั้นก็ควรเป็นอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงานสูงมากนัก เช่น มื้อเช้าเป็นข้าวต้ม ตอน 10.00-11.00 น. รับประทานมะละกออีก 1 ชิ้น ช่วงบ่ายโมงให้รับประทานก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือเกี๊ยวน้ำเป็นมื้อกลางวัน ส่วนบ่าย 3 โมงให้เลือกเป็นแอปเปิ้ล 1 ลูก และมื้อเย็นเป็นแกงจืดอีก 1 ถ้วย จะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มไปตลอดทั้งวันดีกว่าการรับประทานมื้อใหญ่ ๆ และปล่อยให้ท้องว่างกันไปหลายชั่วโมง จะทำให้มื้อถัดไปโหยหาอาหาร และระดับของอินซูลินที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานอีกด้วย

Q : เครื่องดื่มที่โฆษณาว่าสามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย จะมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ อย่างไร

A : เครื่องดื่มประเภทชา หรือสมุนไพรที่ช่วยในระบบขับถ่าย มักจะมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ให้ขับถ่าย ข้อเสียอันดับแรกคือ มีคุณสมบัติเหมือนยาระบาย เมื่อหยุดดื่มก็จะมีผลทำให้ท้องผูก ไม่สามารถเข้าห้องน้ำเองได้ตามปกติ นอกจากนี้บางคนที่ใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก ซึ่งการขาดเกลือแร่มาก ๆ จะทำให้ร่างกายผิดปกติ ตั้งแต่เป็นเหน็บชา เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง เหมือนคนท้องเสีย และการขาดเกลือแร่บางชนิด โดยเฉพาะโปรตัสเซียมอาจมีผลทำให้หัวใจวายตายได้ ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้เครื่องดื่มที่ช่วยระบบขับถ่าย แนะนำว่าไม่ควรใช้ติดกันต่อเนื่อง และใช้เพื่อแก้ปัญหาท้องผูกเท่านั้น ไม่ใช่ดื่มเพราะต้องการลดน้ำหนัก


หมอเทวดา วัย 90 ปี รักษามะเร็ง นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ

สวัสดีครับเพื่อนผผู้รักสุขภาพเช่นผม ประเดิมการเขียนบล็อกเรื่องแรก ก็ พาดหัวด้วยมะเร็งก่อนเลยนะครับ แบบว่าทีแรกก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มด้วยเรื่องอะไรดีแต่ ก็อยากจะให้เป็นประโยชน์มากๆ กับเพื่อนๆ ทุกคน ตัวผมเอง คุณยายที่ผมรักได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคมะเร็งครับ และผมก็ได้ยินความร้ายกาจของโรคนี้มาอย่างต่อเนื่อง ที่มาคร่าชีวิตพี่น้องของเราไปโดยที่ยังไม่มีวิธีที่รักษาให้หายขาดได้ เลยประเดิมเรื่องแรกผมด้วยความ อยากจะให้ความหวังและกำลังใจ กับผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งนะครับไม่ว่าจะเป็นมะเร็งอะไรก็ตาม ได้หยิบเรื่องราวของคุณหมอสมหมาย ที่สู้ทางด้านงานมะเร็งมาตลอดทั้งชีวิตของท่านครับ หวังว่าคงเป็นความหวังให้กับทุกท่านนะครับ

หมอวัย 90 รักษามะเร็ง 1

หมอวัย 90 รักษามะเร็ง 2

หมอวัย 90 รักษามะเร็ง 3

โรคมะเร็ง ภัยร้ายที่คุกคามทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย แม้ว่าโรคมะเร็งจะเกิดขึ้นบนโลกนี้มาหลายปี แต่ก็ยังไม่มีหนทางใด ที่จะรักษาโรคร้ายนี้ได้หายขาด ท่ามกลางความท้อแท้ใจของผู้ป่วยโรคมะเร็ง… แต่ผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายคนที่ได้ยินชื่อของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ที่ถูกบอกกล่าวให้รู้จักกันไปปากต่อปากก็มีความหวังกลับมาสู้ชีวิตและโรค ร้ายได้อีกครั้ง

นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ วัย 89 ปี ชาว จ.สิงห์บุรี ที่เปิดคลินิกรักษาโรคมะเร็ง อยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งในแต่ละวันมีชาวบ้านแห่กันมาให้ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ตรวจรักษา เกือบ 100 ราย ทำให้ชื่อของ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และผู้ป่วยโรคมะเร็งต่างเรียก นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ว่า “หมอเทวดา”

ขณะที่ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ เอ่ยว่า อย่าเรียกตนว่าเป็นหมอเทวดาเลย เพราะตนเป็นเพียงแค่ “หมอธรรมดา” เท่านั้น โดยตนเริ่มทดลองใช้สมุนไพรรักษาโรคมะเร็งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2512 จนประสบความสำเร็จในปี พ.ศ.2520 จึงได้ลาออกจากราชการมาเพื่อรักษามะเร็งโดยเฉพาะ ซึ่งวิธีการรักษาก็คือการผสมผสานระหว่างยาสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน

สำหรับ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ นั้น เรียนจบจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนต่อแพทย์ ที่ศิริราช โดยทำงานในร้านขายยาส่งเสียตัวเองเรียนจนจบในปี พ.ศ.2494 และทำงานครั้งแรกในแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลศิริราช และเนื่องจาก นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ จบการศึกษาทางด้านเภสัชศาสตร์ ทำให้สนใจที่จะค้นคว้าสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็งมาก เนื่องจากโรคอื่น ๆ มีวิธีที่จะรักษาให้หายได้ แต่โรคมะเร็ง คือโรคที่ยังไม่มีหนทางในการรักษา แม้ว่าจะผ่าตัดหรือฉายแสง ก็ไม่ได้ทำให้โรคดังกล่าวหายขาดไป

ในช่วงที่ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ทำงานอยู่ประจำที่โรงพยาบาลศิริราช ได้เป็นผู้ก่อตั้งธนาคารเลือดให้กับโรงพยาบาลศิริราชขึ้น หลังจากนั้น นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ก็แล้วย้ายไปอยู่โรงพยาบาลตำรวจ ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดมาเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการจะดูแลคุณแม่ ไปพร้อม ๆ กับการทำงานที่ตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนายจำนง จันทร์ฟอง อายุ 57 ปี หนึ่งในคนไข้ของ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้ยินกิตติศัพท์ของ นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ มานาน และตนเองก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งทางเดินอาหาร ซึ่งแต่ก่อนตนจะรับประทานได้เพียงโจ๊กและอาหารอ่อนเท่านั้น แต่เมื่อมาหา นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ท่านให้ทานยาต้มวันละ 2 แก้ว คู่กับยาแคปซูล หลังจากนั้นตนก็มีอาการดีขึ้นและสามารถทานอาหารได้ตามปกติ

ขณะที่ผู้ป่วยมะเร็งหลายต่อหลายคนต่างมีความหวัง หลังได้ยินกิตติศัพท์ในความสามารถวินิจฉัยโรคและวิธีการรักษาของ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ และได้มารักษากับ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เปิดคลินิกรักษาโรคมะเร็ง ผ่านมา 30 กว่าปี ผู้คนต่างขนานนาม นพ.สมหมาย ทองประเสริฐ ว่า “หมอเทวดา” ถึงแม้ว่าท่านจะถ่อมตัวตลอดมา ว่าท่านเป็นเพียงแค่ “หมอธรรมดา” เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม คนไข้มะเร็งในคลินิกของคุณหมอธรรมดาผู้นี้ ก็ยังคงเนืองแน่นอยู่ทุกวัน แม้จะล่วงเลยมาจนถึงวัย 89 ปีแล้วก็ตาม

แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน ในช่วงวัยที่ควรจะได้พักผ่อน แต่ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ก็ยังไม่เคยย่อท้อต่อการรักษาโรคร้าย และให้ชีวิตใหม่กับผู้สิ้นหวังอีกครั้ง แถมไม่เคยกอบโกยกำไรมหาศาลจากค่ารักษาพยาบาล เพราะท่านบอกว่า รักษาโรคมาเกือบ 40 ปีแล้ว ก็มีพอกินพอใช้ แต่สิ่งที่ได้จากการรักษาล้วนอยู่ที่ใจเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว

ทุกวันนี้ นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ ก็ยังคงเสียสละเวลาเพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็งอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งใจไว้ว่า จะเกษียณตัวเองเมื่ออายุ 90 ปี เพื่อพักผ่อนในบั้นปลายชีวิต แต่อย่างไรก็ตามก็จะยังคงรับปรึกษาปัญหาโรคมะเร็งต่อไป อีกทั้งยังนำสูตรสมุนไพรไปเผยแพร่ให้กับองค์การเภสัชกรรม เพื่อนำไปผลิตและจำหน่ายให้กับผู้ป่วย โดยคาดว่าจะจำหน่ายได้ในปี พ.ศ.2555

“ผมไม่อยากให้ยานี้ตายไปกับผม” นายแพทย์สมหมาย ทองประเสริฐ กล่าวปิดท้าย

===========

สถานที่ตั้งคลีนิก: บ้านเลขที่ 931 ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

เบอร์โทรคลินิก น.พ.สมหมาย ทองประเสริฐ
036-511066, 036-511391, 036-511265, 036-511597

สำหรับท่านที่เป็นมะเร็ง และจะเดินทางมารักษากับคุณหมอ
คุณหมอแนะนำให้โทรมาปรึกษาก่อนค่ะ โดยเปิดรับให้คำปรึกษาฟรี ระหว่างเวลา 1 ทุ่ม ถึง 2 ทุ่ม ที่เบอร์ 086-1235599


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.